ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลง 0.44% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 81.720 เยน จากระดับของวันจันทร์ (11 ต.ค.) ที่ 82.080 เยน และดิ่งลง 0.86% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ระดับ 0.9563 ฟรังค์ จากระดับ 0.9646 ฟรังค์
ค่าเงินยูโรพุ่งขึ้น 0.36% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.3923 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับของวันจันทร์ที่ 1.3873 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเงินปอนด์ร่วงลง 0.46% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.5805 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.5878 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 0.29% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.9860 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับของวันจันทร์ที่ 0.9831 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์พุ่งขึ้น 0.53% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7551 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7511 ดอลลาร์สหรัฐ
นักลงทุนเทขายสกุลเงินดอลลาร์หลังจากเฟดออกรายงานการประชุมประจำวันที่ 21 ก.ย.ซึ่งระบุว่า เฟดมีความพร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมหากเห็นว่าจำเป็น เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับเป้าหมายของเฟด ซึ่งรายงานดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดว่า เฟดจะประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยรองรับ (MBS) ในการประชุมวันที่ 2-3 พ.ย.นี้
แม้ว่าการอัดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินด้วยวิธีการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่จะส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการเฟดยืนยันว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นด้วย
ผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ในสหรัฐซึ่งจัดทำโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติของสหรัฐ (NABE) ของสหรัฐ บ่งชี้ว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวในอัตรา 2.6% ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 3.2% ขณะเดียวกันคาดว่าตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคของสหรัฐจะขยายตัว 1.5% ในปีนี้ และ 2.3% ในปีหน้า น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 2.6% ในปีนี้ และ 2.8% ในปีหน้า และคาดว่าตัวเลขจ้างงานโดยเฉลี่ยในสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 94,000 ตำแหน่งต่อเดือนในปีนี้ ซึ่งลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้น 120,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในโพลล์ NABE คาดว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% ไปจนถึงช่วงต้นปี 2554 และคาดว่าในช่วงปลายปี 2554 เฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.5%
นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ รวมถึงข้อมูลราคานำเข้าและส่งออกเดือนก.ย. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนส.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ย. และยอดค้าปลีกเดือนก.ย.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น