ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 4.39 จุด หรือ 0.04% แตะที่ 11,989.83 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 2.91 จุด หรือ 0.22% แตะที่ 1,299.54 และดัชนี Nasdaq ปิดพุ่ง 15.78 จุด หรือ 0.58% แตะที่ 2,755.28 จุด
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 992 ล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 1 ต่อ 1
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้แรงหนุนหลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติเปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือนธ.คของสหรัฐ พุ่งขึ้น 2% แตะที่ 93.7 จุด จากเดือนพ.ย.ที่ระดับ 91.9 จุด มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1%
นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากกรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทสหรัฐ รวมถึงแคทเตอร์พิลลาร์ อิงค์, ไทโค อินเตอร์เนชันแนล และอีตัน คอร์ป โดยหุ้นแคทเตอร์พิลลาร์ปิดบวก 0.9% หลังจากบริษัทรายงานกำไรไตรมาส 4 พุ่งขึ้นเกินคาด เนื่องจากความต้องการอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่า การขยายตัวของอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมจะช่วยหนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หุ้นไทม์ วอร์เนอร์ เคเบิล อิงค์ ปิดทะยานขึ้น 22% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายงานไตรมาส 4 พุ่งขึ้น
หุ้นพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ปิดร่วง 2.9% ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงหนักสุดในบรรดาหุ้น 30 ตัวที่ใช้ในการคำนวณดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หลังจากบริษัทคาดการณ์ว่าผลกำไรจะลดน้อยลงเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่หุ้นเอทีแอนด์ทีปิดร่วง 2%
อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดเป็นไปอย่างผันผวน และดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัด เนื่องจากตลาดถูกกดดันจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 22 ม.ค.พุ่งขึ้น 51,000 ราย แตะระดับ 454,000 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนต.ค.ปี 2553 และเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 405,000 ราย เนื่องจากพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในหลายพื้นที่ของสหรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่อยู่ทางตอนใต้ ซึ่งส่งผลให้บริษัทหลายแห่งต้องปิดทำการและเลย์ออฟพนักงาน
คณะกรรมการกำกับดูแลด้านการเงินของรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า ภาคการเงินของสหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตการเงินครั้งใหม่ได้ หากผู้บริหารในวอลล์สตรีทและเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในวันศุกร์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีต้นทุนการจ้างงานประจำไตรมาส 4 ปี 2553 ส่วนะรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนม.ค. นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยการประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2553 ครั้งที่ 1 โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า จีดีพีจะขยายตัวในอัตรา 3.5% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.6% ของไตรมาส 3
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น