วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ข่าวครับข่าว จันทร์ที่ 24 สิงหาคม 09

พักเรื่องเทคนิคกับอิ้นดี้สักแป๊บนะครับ บางคนอาจเริ่มตาลายแระ
มาคุยกันเรื่องข่าวกันดีกว่า

ผมว่าอย่างน้อยเราควรรู้หน้ารู้หลังนะครับ คือ เมื่อวาน และก่อนหน้านั้นๆ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง วันนี้จะมีข่าวอะไรบ้าง ข่าวของเมื่อวานนี้ เราดูสรุปได้ที่ http://www.kasikornbank.com/ ที่นึงนะครับ
ตรงเมนู ข่าวสาร กิจกรรม และผลงานเผยแพร่ ตรงกลางหน้า บนๆ หน่อย
และเมนูย่อย บทวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน > ข่าวเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สรุปค่าเงินอียูก็อยู่ลำดับแรกเลย เช่น เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็มีสรุปว่า

" EUR/USD อยู่ที่ระดับ 1.425 เทียบกับ 1.423 ในวันพุธอันเป็นผลจากการร่วงลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความต้องการเสี่ยงที่ปรับตัวขึ้น ภายหลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งข้อมูลกิจกรรมภาคโรงงานและดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่ออกมาดี ขณะที่การฟื้นตัวขึ้นตลาดหุ้นจีนยังเป็นอีกปัจจัยที่หนุนความต้องการลงทุนในตลาดหุ้น และกดดันความต้องการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงนี้"

ปกติจะมีสรุปแบบนี้ช่วงเช้าๆ ของทุกวัน

แต่ละข่าว เราก็มาประเมินต่อว่ามันน่าจะมีผลกระทบนานขนาดไหน จะเห็นว่าวันศุกร์ ข่าวช่วงกลางวันกับช่วงเย็นดันอียูขึ้นไปอีกเกินร้อยจุด

คราวนี้ วันจันทร์ที่ 24 มีข่าวอะไรบ้าง ที่เกี่ยวกับค่าเงินอียูก็ ตอนบ่ายสี่โมง

Industrial New Orders m/m คาดการณ์ 1.7% ค่าเดิม -0.2% แสดงว่าแนวโน้มข่าวดี ถ้าตัวเลขออกมาตามคาดก็พาอียูขึ้นตอนสี่โมงได้

ส่วนค่ำๆ ข่าวแคนาดา Core Retail Sales m/m คาดการณ์ตัวเลขน้อยกว่าเดิมนิดหน่อย แต่ก็มีผลทางอ้อมกับ อียูบ้าง

ตอนเทรด ควรจะเทรดหลังข่าว ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ไม่งั้นก็โอกาสรวยกับเสียก็ 50-50 ล่ะครับ

ตามหลักการเทรดควรจะหลบข่าว หรือรอหลังข่าวสัก 10-15 นาที มักจะมีจุดเข้าที่ดี

โดยส่วนตัวแล้วผมคาดว่าวันจันทร์กับช่วงอาทิตย์นี้ อียูน่าจะปรับฐานก่อน เนื่องจากมาถึงแนวต้านหลัก ช่วง 1.43-1.44 ถ้าปรับลงมาก็ช่วง 1.42x ถ้าไม่มีข่าวแรงๆ มากระชากช่วงสัปดาห์ และตอนนี้ กราฟ 4 ชั่วโมงก็ Overbough ไปแล้ว ตอนนี้ราคาอยู่ที่จุดประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ช่วงนั้นจำได้ว่าติดอยู่นาน ไม่ไปไหนเลย จากกราฟตอนนี้ น่าจะมาที่ 1.43 และเด้ง ก่อน เนื่องจากติดเส้น EMA 200 (ที่กราฟ 5 นาที)จุดนี้ก็น่าจะเทรดเก็บสั้นได้มาอีกหน่อย หลังจากที่ชอตลงมา ถ้าหลุดแนวนี้ลงมาก็ไปเจอที่ประมาณ 1.4270 อีกแนว

แนวด้านบนก็ 1.4350 - 70 ค่อนข้างแข็งพอสมควร ถ้าราคาไปตรงนั้น ก็ถือชอตได้ยาวหน่อย นอกจากทำนิวไฮ ต้องถือสั้น เพราะอาจไปต่อ

ระวังตอนตลาดโตเกียวเปิดด้วยนะครับ เพราะมันมักจะพาอียูพุ่งไป 30-40 จุดได้ ส่วนใหญ่จะพุ่งขึ้นซะด้วย ช่วงเจ็ดโมงเช้า ถึงสิบโมง ถ้าขึ้นตามนี้ ก็จะได้มีจุดชอตสวยๆ หน่อย

อัพเดทเทมเพลท


สวัสดีครับ

ท่านนักเทรดที่รับไฟล์เทมเพลทไปแล้วก่อนหน้านี้ ให้คลิกอินดี้ เพิ่มอีกสองตัวในนั้นนะครับ
แต่หลังจากนี้ผมเพิ่มไว้ในเทมเพลทแล้ว

มันคือ

1-2-3 Pattern 8 และ Ang_Auto_ch

ตามรูปด้านบนนะครับ

ตัว 1-2-3 Pattern ก็จะขึ้นมาตอนที่เข้าเงื่อนไข
ผมชอบตรงที่มีเส้นฟีโบ บอกพร้อมกับบอกระดับเปอร์เซ็นต์ของฟีโบให้เรียบร้อย ง่ายมาก

ส่วน Ang_Auto_ch ใช้บอกแชนแนลการวิ่งของราคา แนว Lower Treand Line และ Upper Treand Line ก็ทำให้เราคาดการณ์กราฟได้มั่นใจมากขึ้น เพราะถ้ามาชนแนวเหล่านี้ โอกาสเด้งก็มีสูงล่ะครับ

ถ้าสงสัยตรงไหนก็โพสข้างล่างนะครับ จะเข้ามาตอบครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์


ก่อนที่จะเขียนรายละเอียดเรื่องอินดี้ต่อ ขอคั่นไว้ ใหญ่ๆ ตรงนี้นิดนึงครับ

แรกๆ ผมก็ชอบหาอินดี้ที่แม่นๆ เอามาลองใช้ แล้วก็รอให้มันเข้าเงื่อนไข

รอจังหวะตามนานๆ ก็ชักเบื่อ เลยใช้มั่งไม่ใช้มั่ง หรือเพิ่มโน่นนี่นี่นั่น สับสนไปเลย จนไม่ทันสถานการณ์

ด้วยความประสบการณ์น้อย คิดไรไม่ออกเลยขอพึ่งอินดี้ไว้ก่อน ประมาณว่าขอนไม้กับเรือเลย มีอะไรก็เกาะไว้ก่อน

เพราะว่าเราไม่มั่นใจเท่าไหร่

แต่โดยภาพรวม ก็ขอย้ำไว้ตรงนี้อีกครั้งว่า อินดี้เป็นเครื่องมือที่เราใช้ประกอบนะครับ

ผมให้อินดี้ ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ในการตัดสินใจ

เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องใช้ประกอบ เช่น ปัจจัยพื้นฐาน อีก ครึ่งหนึ่ง ถ้าข่าวแรง มันจะทะลุอินดี้ทุกตัวทุกแนวต้าน ระวังด้วยนะครับ

แต่ไม่มีเลยก็ไม่ดีครับ เพราะแต่ละตัวถ้าเราใช้ประโยชน์ได้ ทำให้เราเบาแรงลงไปได้เยอะ

ถ้าคนที่เซียนจริงๆ เขาจะดูกราฟ กับแท่งเทียน แล้วก็จะรู้ทุกอย่างได้เลย

เช่น แนวรับ แนวต้าน แนวโน้ม การกลับตัว สัญญาณต่างๆ โดยที่ไม่ต้องใช้อินดี้ก็ได้

กับดูข่าวประกอบ ก็เทรดได้ละ

เส้น EMA200 สำคัญอย่างไร


สำหรับ อินดิเคเตอร์ Moving Average ผมจะดูแค่เส้นเดียว ทุก Time Frame
คือเส้น EMA 200 หรือ ตั้งค่า เป็น Exponential 200 นั่นเองครับ

มันคือเส้นสีเหลืองๆ ตามที่เห้นในหน้าจอเทมเพลทนะครับ

เส้นนี้จะบอกได้หลายๆ อย่าง เช่น

1. บอกเทรนด์ของตลาด ถ้าราคาอยู่เหนือเส้นแสดงว่าเทรนด์ขาขึ้น ตลาดกระทิงนั่นเอง
ถ้าราคาอยู่ใต้เส้น ก็แสดงว่าเป็นตลาดขาลง

ส่วนแต่ละ Time frame ก็จะดูระยะสั้น กลาง ยาวได้

เช่น ถ้ากราฟ 5 นาที วิ่งเหนือเส้น 200 กราฟ 1 ชม อยู่ใต้เส้น 200 เราก็จะถือกราฟใหญ่เป็นหลัก

แต่ถ้ากราฟกำลังวิ่งทะลุเส้น 200 ไล่มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 5 นาที ไล่ไป 15 นาที 30 นาทีละก็ แสดงว่าตลาดกำลังพยายามเปลี่ยนเทรนด์

2. บอกจุดเด้ง อันนี้ใช้บ่อย เพราะสังเกตว่า ถ้าราคาวิ่งมาที่เส้นนี้เมื่อใหร่ จะมีโอกาสเด้งสูงมาก เราเข้าเก็บสั้นๆ ได้ จะเด้งไกลหรือใกล้ก็ขึ้นอยู่กับ Time frame ถ้า Time frame ใหญ่ๆ ก็เด้งไกลหน่อย


ถ้าเล่นสั้น กราฟ 5 นาทีก็ใช้ได้ครับ 5-10 จุดก็ปิดได้ละ สั้นๆ แต่ถ้ากราฟ 15 นาทียิ่งเด้งไกล ดูรูปนี้ได้ครับ เด้งไปตามเทรนด์เลย




ว่าด้วยอินดิเคเตอร์กับเทมเพลท



สวัสดีครับ

พอดีว่ามีคนเมลมาขออินดี้กับเทมเพลทผมเพียบเลย เลยมาอธิบายรายละเอียดในนี้น่ะครับ

แต่ว่ามันค่อนข้างเยอะ เพราะการใช้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ก็อ่านๆ ไปเรื่อยๆ ละกันนะครับ ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้



หน้าตาของเทมเพลทกับอินดี้ถ้าติดตั้งได้ถูกก็จะเป็นตามรูปข้างบนนี้นะครับ

สำหรับคนที่ไม่เคยติดตั้งก็ ให้เอาไฟล์ add.tpl ไปไว้ที่ c:/program files/meta trader-fxopen/templates/

และแตกไฟล์ indicator_add.rar แล้วเอาไฟล์ข้างในไปไว้ที่ :/program files/meta trader-fxopen/indicators/

เท่านี้พอเข้า MT4 ใหม่ ก็เรียกใช้ เทมเพลทได้แระ

แต่ถ้าไม่เหมือนตามรูปนี้แสดงว่าทำไม่ถูกล่ะครับ


ส่วนรายละเอียดอินดี้แต่ละตัว จะเขียนในหัวข้อถัดไปนะครับ
รออ่านแป๊บ

ทำไมข่าวดอลออกมาดี แต่ดอลอ่อน?

ตอนนี้ จะพูดถึงเรื่องข่าวนะครับ
แรกๆ ผมก้อ งง จัง กับข่าวดอล

เพราะว่าตัวเลขออกมาดี ค่าเงินต้องแข็ง

แต่ถ้ากับเงินดอลลาห์สถานการณ์จะตรงกันข้ามนะครับ

ระวังให้ดี อาจจะทำให้เจ๊งได้

ข่าวค่าเงินอื่นๆ ถ้าออกมาดี จะทำให้ค่าเงินแข็ง

แต่สำหรับดอล ที่ค่าเงินอ่อน เนื่องจากว่า เงินดอลเป็นสกุลเงินสำรอง สำหรับความปลอดภัย

ดังนั้น เมื่อข่าวออกมาดี คนจะไม่ซื้อเงินดอล แต่จะขายเงินดอล เพราะเงินดอลจะถูกลดความสนใจลง เพื่อเอาไปซื้อหุ้น ทำให้เงินดอลอ่อน เมื่อข่าวอเมริกาออกมาดี และดรรชนีดาวน์โจนส์จะขึ้น (ตรงนี้จะสวนทางกับคำอธิบายของ http://www.forexfactory.com/ แต่เขาก็มีหมายเหตุที่คำอธิบายนะครับ ดูให้ดีๆ)

ดังนั้น เราจะทำไงดี

ทางที่ช่วยได้อีกทางหนึ่งก็คือ

เวลาหลังสองทุ่มครึ่ง เราเปิดกราฟดรรชนี ดาวน์โจนส์ไว้ดูด้วย
กราฟ 5 นาทีก็ได้ จะมองเห็นชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวของตลาดดาวน์โจนส์จะคล้ายกับกราฟ อียูมาก และไปในทางเดียวกัน ถ้าดาวน์โจนส์พุ่งไปทางไหน อียูจะตามไปทางนั้น ทำให้เรากำหนดทิศทางการเทรดในวันนั้นได้ดี

อีกกราฟนึงคือกราฟราคาทองคำ มันดึงค่ากราฟอียูไปเหมือนกัน

ง่ายๆ คือ กลางวันสังเกตกราฟทอง กลางคืนก็ดาวน์โจนส์ครับ

กราฟที่ดูง่ายก็แนะนำให้โหลดโปรแกรมจาก http://www.marketiva.com/ นะครับ

เปิดไว้ข้างๆ จอ ช่วยได้เยอะเลย

ทำไมกราฟราคาทอง มีผลกับอียู เนื่องจากว่าถ้าทองแพงขึ้น หมายความว่าเงินดอล อ่อน (เนื่องจากทองเท่าเดิม แต่ใช้เงินดอลซื้อมากขึ้น) พอดอลอ่อน อียูก็ขึ้น ดังนั้น มันจะตามกันไป

แนวโน้มอียู 23 สค.

อ่า วันนี้เพิ่งประกาศชื่อบล็อกกับสาธารณะ เลยมาเขียนเพิ่มสักหน่อย

ถือว่าคุยๆ กันนะคับ

อียูช่วงนี้ แนวโน้มใหญ่จะเห็นว่าขึ้นมานานหลายเดือน ตั้งแต่ต้นปี จากแถวๆ 1.25 มาถึงตอนนี้ 1.43 ใช้เวลาเจ็ดแปดเดือนละ

แนวโน้มข่าวช่วงเดือนหลังๆ นี้ สหภาพยุโรปมีข่าวดีขึ้นมามาก แต่ก็ แซมด้วยข่าวร้ายๆ บ้าง เช่น แบงค์ล้มแถวยูโกสลาเวีย เลยวูบเป็นบางช่วง

สองสามวันก่อนนี้ มีทางซาอุทุ่มซื้อยูไรไปประมาณสี่พันล้านยูโร ทำให้อียูพุ่งพรวดขึ้นมา ยืนเหนือ 1.42-1.43 อีกครั้ง บวกกับข่าวที่ออกมาดีทั้งที่ยุโรปกับอเมริกาเมื่อวาน ข่าวยอดขายบ้าน ทำให้อียูพรวดขึ้นไปทำนิวไฮที่ 1.4375


แต่เมื่อวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา มีกองทุน ใหญ่ซื้อดอลลาห์ที่อเมริกา ทำให้ราคากระตุกลงทันที 100 จุด ลงมา 1.4275 แล้วกลับขึ้นมาที่ราคาเดิมตอนเปิดตลาดอเมริกา

ที่เล่ามาก็จะเห็นว่า ถ้าเราติดตามข่าวอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้รวยๆ ในเวลาสั้นๆ นะครับ

ผมเลยมีแนวทางว่าจะเข้ามาอัพเดทให้บ่อยๆ เพราะผมอยู่หน้าจอเกือบๆ 24 ชั่วโมง

จะได้เป็นประโยชน์กับนักเทรดช่าวไทย ไปดูดเงินดอลเข้ามาบ้านเรากัน

อิ อิ
บายๆ ครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สำหรับผู้ที่ต้องการเทรดด้วย MT4 และเปิดบัญชีเทรด

ถ้าสนใจที่จะเทรดด้วยบัญชี MT4 แนะนำให้เปิดบัญชีที่ FXopen
ตามลิงค์นี้ครับ

http://fxopen.com/?agent=141037

ยินดีให้ Indicator , Template สำหรับใช้งาน และปรึกษาการเทรดออนไลน์
โดยติดต่อขอรายละเอียดมาได้ที่ necturaman@gmail.com

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การวางแผนการเทรด


เราควรจะมีเป้าหมายในใจ หรือคำนวณลงบนกระดาษ แล้วก็ทำตามกรอบนั้น โดยที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และเงินทุนที่มี

อย่างเช่น

เรามีเงินทุนน้อย (ซึ่งเป็นเงื่อนไขของคนส่วนใหญ่)
และใช้การเทรดที่ Leverage 1:500 หมายถึงเราจะใช้เงินทุนน้อยกว่าการเทรดโดยปกติถึงห้าเท่า เช่น เราสามารถเทรดได้เงินจุดละหนึ่งดอลได้โดยใช้เงินประมาณ 28 ดอล สำหรับคู่ EUR/USD แทนที่จะใช้ทุน 140 ดอล ซึ่งก็จะช่วยย่นเวลาในการเทรดสั้นของเราได้ ให้น้อยลง แต่การที่เรามีเงินทุนน้อยจะทำให้เราไม่สามารถเทรดยาวได้ เนื่องจากไม่สามารถปล่อยให้กราฟติดลบได้มากนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าหากเราเทรดที่ระยะสั้น โดยที่ไม่ยอมปล่อยให้มีการติดลบเกินห้าถึงสิบจุด เราจำเป็นต้องใช้จำนวนเงินเท่ากับ margin ที่ใช้เท่านั้นเอง นั่นก็คือ 28-29 ดอล แต่เพื่อความปลอดภัยมากๆ ควรจะอยู่ที่ 40-50 ดอลขึ้นไป เผื่อว่าเราปิดตัดขาดทุนในการเทรดครั้งหรือสองครั้งแรก ยังสามารถเทรดต่อไปได้

ดังนั้น ถ้าพิจารณาว่าเราเข้าถูกทาง แปดเก้าครั้ง ต่อสิบครั้ง จึงทำให้เราทำเงินได้มากโดยใช้ทุนน้อยมาก

คราวนี้มาดูแผนการเทรดกันต่อนะครับ

ขอยกตัวอย่างก็แล้วกันนะครับ
จากศักยภาพและเทคนิคในการเทรดที่ผมเขียนอธิบายแบบเทรดสั้น เราก็สามารถกำหนดเป้าหมายได้ไม่ยาก ว่าในแต่ละวันเราจะเทรดประมาณกี่ครั้ง ครั้งละกี่จุด และจุดละกี่ดอล

สำหรับคนที่เริ่มเทรดใหม่ๆ อาจจะเทรดวันหนึ่งไม่กี่ครั้ง เช่น 10-20 ครั้ง แต่ถ้าเชี่ยวชาญแล้วอาจจะเทรดได้เป็น ร้อยครั้ง โดยที่ปิดทำกำไรเกือบทุกครั้ง

สมมุติว่าเราเทรดเฉลี่ย 50 ครั้งต่อวัน วันแรก เรามีทุน 50 ดอล (ประมาณ 1800 บาท) เราเทรดที่จุดละหนึ่งดอล เก็บกำไรได้ 1-6 จุดต่อครั้ง (เฉลี่ย 3 จุด) นั่นคือวันแรกเราจะมีกำไร 3 จุด x 50 ครั้ง x 1 ดอลต่อจุด = 150 ดอล รวมกับทุนในพอร์ทที่เราเริ่มต้น 50 ดอล แสดงว่าเราจะมีพอร์ท 200 ดอล หรือประมาณ 7000 บาท ไม่เลวเลยสำหรับการเทรด

พอวันที่สอง เราเริ่มเทรดจุดละสองดอล เนื่องจากมีทุนมากขึ้น โดยเทรดวิธีเดิม แต่เราจะได้กำไรมากขึ้นสองเท่า นั่นคือ กำไร 300 ดอล แสดงว่าสองวัน พอร์ทของเราเป็น 500 ดอล

วันที่สาม เราเทรด จุดละ 5 ดอล เนื่องจากทุนมากแล้ว (ใช้ทุน ประมาณ 140 ดอล สำหรับการเทรดที่ Leverage 1:500) นั่นคือเราจะมีกำไรมากกว่าวันแรก 5 เท่า คือ 750 ดอล ดังนั้นพอร์ทของเราในสามวันจะกลายเป็น 750+500 เท่ากับ 1250 ดอล หรือ 43125 บาท จากต้นทุนเพียง 1800 บาท

การเทรดแบบนี้ถือว่าเชี่ยวชาญมากแล้ว ซึงถ้าสามารถทำได้เพียงครึ่งเดียวเช่นได้ 18000 บาท ก็เท่ากับเราทำกำไรได้ 1000% ในการเทรด 3 วัน

คุณอาจจะไม่คุ้นกับรายได้ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น่าตกใจนี้ แต่ว่า แผนการเทรดแบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริง แต่ มีหลักการหลายๆ อย่างที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝน (จะได้แม่น) และผู้เขียนจะอธิบายเป็นลำดับไป ครับ


อ่อ เทคนิคการเทรดสั้น จะเขียนในอีกบทความหนึ่งนะครับ อธิบายไปเรื่อยๆ แต่แผนการนี้แสดงได้ถึงศักยภาพของการเทรดแบบนี้

หมายเหตุว่า การเทรด และการพนัน มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เนื่องจากการเทรดคือการลงทุนที่มีการวิเคราะห์รอบด้าน ถ้าเราเชี่ยวชาญ จะทำให้มีความแม่นยำใกล้เคียง 100% มาก เช่นเดียวกับการลงทุนต่างๆ

แต่การพนันเป็นการเสี่ยง อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ จึงมีโอกาสเสียมากกว่า และสัดส่วนรายได้ก็แตกต่างจากการเทรดมาก ดังนั้น การพนันจึงด้อยกว่าการลงทุนทั้งสองข้อ

แต่ถ้าเทียบกับการลงทุนทั่วไปที่สัดส่วนรายได้น้อยมาก ก็สู้การลงทุนในตลาด Forex ไม่ได้เลย

ความรู้เกี่ยวกับตลาด Forex ก็สามารถอ่านได้ตามเวบต่างๆ เช่น http://www.fxfriend.com/ เป็นต้น

คำแนะนำในการเทรด EUR/USD จากประสบการณ์จริง ตอนที่ 1 เวลาของตลาดและแนวโน้มของกราฟ

หลักการต่อไปนี้ได้มาจากการเทรดคู่ EUR/USD เป็นหลัก ซึ่งจะมีประโยชน์และลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดได้ในการเทรด คู่ EUR/USD ซึ่งจากประสบการณ์สามารถเปิดคำสั่งซื้อขายที่ปิดกำไรได้จำนวน เกินกว่า 90% หรือเก้าในสิบครั้ง ซึ่งถือว่า แม่นมากในการเทรด

1. รู้เวลาในการเปิดปิดตลาด
เหตุผลเนื่องมาจากพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนจะแตกต่างกัน ในแต่ละตลาด เพราะว่าแต่ละโซน แต่ละประเทศจะมีทิศทางข่าว และการลงทุนที่แนวโน้มแตกต่างกัน
ข้อมูลคร่าวๆ คือ
ตลาดออสเตรเลีย AUD = Australian Dollar เปิดเวลา 5.00 - 13.00 น.เปิดประมาณ (บางช่วงของปีจะเป็นตีสี่)
ตลาดญี่ปุ่น ค่าเงิน JPY = Japanese Yen เปิดเวลา 7.00 - 14.00
ตลาดยุโรป ค่าเงิน EUR = Euro เปิดเวลา 13.00 - 21.00 น.
ตลาดลอนดอน ค่าเงิน GBP = British Pound เปิดเวลา 14.00 - 22.00 น.
ตลาดนิวยอร์ค ค่าเงิน USD = US Dollar เปิดเวลา 19.00 น. ถึงตี 3

แต่ละตลาดจะมีข่าวที่มีตัวเลขชี้วัดว่าเป็นผลดีหรือร้ายกับค่าเงินนั้นๆ ซึ่งดูช่วงเวลาข่าวได้จากเวบไซต์ http://www.forexfactory.com/ (อย่าลืมตั้งค่าเวลาให้เป็นเวลาไทยในเวบด้วย)

ทุกตลาดจะมีผลกับค่าเงินของคู่ EUR/USD ได้หมดเลย เนื่องจากการซื้อขายค่าอื่นคู่อื่นๆ ก็จะมีผลกระทบมาถึง EUR/USD ด้วย เช่น ตอนตลาดญี่ปุ่นเกิด กราฟ EUR/USD มักจะพุ่งขึ้น เนื่องจากการซื้อขายคู่ USD/JPY ซึ่งจะมีผลกับค่าเงิน USD ทำให้คู่เงิน EUR/USD มีการเคลื่อนไหวตามไปด้วย จะสังเกตได้ว่า กราฟ EUR/USD จะวิ่งรวดเดียวช่วง 7 - 10 โมง (เวลาในการพุ่งไม่แน่นอน แต่จะพุ่งภายใน 15 นาที ประมาณ 50 -60 จุด) ส่วนมากจะวิ่งขึ้น

2. ศึกษาการวิเคราะห์แนวโน้มจากกราฟ

ซึ่งศึกษาได้จากไฟล์การดูกราฟแท่งเทียนหรือรูปคลื่นอีเลียตเวฟ หรือ Fibonacci หลักการสามอย่างนี้เป็นหลักการที่แม่นที่สุดในบรรดาการใช้ indicator
การเทรดตามแนวโน้มกราฟ หรือ The trend is your friend เป็นวิธีการที่ดี แต่ต้องดูช่วงเวลาในแต่ละตลาดด้วย เนื่องจาก trend หรือแนวโน้มของแต่ละตลาดอาจจะอยู่คนละทางกันในวันเดียวกัน เช่น ในตลาดยุโรปช่วงบ่ายๆ กราฟมีแนวโน้มในการวิ่งขึ้น ทางเดียว แต่พอเวลาหนึ่งทุ่ม ซึ่งตลาดนิวยอร์คเปิด ไปจนถึง ตีสาม ปรากฏว่ากราฟวิ่งลงอย่างเดียว

ดังนั้น การรู้เวลาของแต่ละตลาดจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก เกี่ยวข้องกับความรู้พื้นฐานอื่นๆ
เสริมอีกนิดว่า บางคนที่เริ่มการเทรดใหม่ๆ จะกลัวว่าจะรู้ข้อมูลต่างๆ ไม่หมด เลยทำให้ไม่มีความมั่นใจในการเข้าซื้อขาย ข้อนี้ไม่ต้องกังวลมากครับ เพราะว่าการกังวลหรือความกลัว จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากสำหรับการเทรด และจะทำให้เทรดเสียได้ง่ายมาก ยกตัวอย่างเช่น เราเข้าซื้อขายไปแล้ว แต่เกิดความกลัวว่าการเข้าซื้อครั้งนี้จะไม่ได้กำไร จริงๆ แล้วการจัดการกับเหตุการณ์นี้ขึ้นอยู่ที่จุดที่เราเข้านั้นได้มีการวิเคราะห์เหตุผลอย่างไรหรือไม่ อยู่ในช่วงข่าวหรือไม่ หรือตอนนี้ลบไปแล้ว กี่จุด เรามีทางเลือกอยู่สองทาง คือ รอและปิดทันที การรอจนกว่ากราฟจะวิ่งมาทางที่เราต้องการ ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเรามองเห็นความแรงของกราฟมากขนาดไหน

ถ้าอยู่ในช่วงบ่าย ถึงดึก สองตลาดนี้จะมีการวิ่งสูงมาก ดังนั้น การรอจึงไม่นานนัก แต่ถ้าเป็นช่วงเช้าถึงบ่ายสอง การติดลบประมาณสิบจุด อาจจะกลับทางมาทางที่เราต้องการก็เป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง ดังนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการรอให้กราฟมาที่จุดที่ติดลบน้อยที่สุด แล้วปิด จะมีผลดีกว่ารอไปเรื่อยๆ การตั้ง stoploss หรือ SL ก็มีประโยชน์กรณีเราไม่ได้อย่หน้าจอคอมตลอด หรืออยู่ในช่วงข่าวที่กลัวปิดไม่ทัน เพราะถ้าเราอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เราควรจะปิดด้วยมือ ซึ่งจะทำให้ติดลบน้อยกว่า ถ้าใช้ SL จะต้อง ตั้งค่าห่างจากจุดปัจจุบัน 10 จุด , นั่นหมายความว่า เราจะลบมากกว่าจุดที่เราติดลบปัจจุบันไปอีกสิบจุด (ก็มีข้อดีอยู่บ้าง กรณีที่ตั้งไว้ เพราะว่าเราจะไม่ต้องปิดในตอนนี้ทันที จึงยังมีโอกาสในการได้กำไรเมื่อกราฟวิ่งมาทางที่เราต้องการ) ดังนั้น การตัดสินใจของเรา ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการเทรดของเราว่าเราต้องการเทรดบ่อยขนาดไหน หรือต้องการทำกำไรด่วนหรือไม่ด่วนนั่นเอง

ในกรณีของผู้เขียนมักจะด่วน เพราะว่าไม่ต้องการเสียเวลามากเกินไป โดยที่ต้องการเข้าออกบ่อยครั้ง (ทำล็อตสำหรับได้โบนัส 100 ดอลต่อบัญชีได้ง่ายสำหรับคนที่เทรดกับ fxopen) และจังหวะเทคนิคในการเทรดสั้น ก็จะทำให้เราปิดการซื้อขายที่ทำกำไรได้บ่อยครั้งมาก ถึงแม้ว่าต่อครั้งเราจะได้กำไรจำนวนไม่กี่จุด ยกตัวอย่างเช่น การปิดที่เพียง 2-3 จุดต่อครั้ง จำนวนประมาณ หนึ่งร้อยครั้งต่อวัน สำหรับการเข้าเทรดที่ชัวร์ จะหมายถึงเงิน 2-300 ดอล ถ้าเทรดที่ จุดละดอล ซึ่งก็คือ รายได้วันละหมื่นบาท ทั้งนี้มาจากต้นทุนเพียง 30 ดอล หรือ หนึ่งพันหนึ่งร้อยบาท สำหรับคู่ EUR/USD และยังไม่พอ การเทรด 100 ครั้งนั้น จะทำให้เราเทรดถึง 10 ล็อต ซึ่งจะได้โบนัสเดือนนั้น 100 ดอลอีกต่างหากในบัญชีนั้น แบบนี้ เป็นการฉีกตำราผลตอบแทนการลงทุนทุกตำราเลยก็ว่าได้ ชักจะน่าสนใจแล้วนะครับแบบนี้