ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.40% เมื่อเทียบกับยูโรที่ระดับ 1.3961 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.4017 ยูโร/ดอลลาร์ และทะยานขึ้น 0.24% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ 1.6122 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.6161 ปอนด์/ดอลลาร์
นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้น 0.22% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0524 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับของวันพุธที่ 1.0501 ฟรังค์/ดอลลาร์ แต่อ่อนตัวลง 0.13% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ 89.880 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 90.000 เยน/ดอลลาร์
ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียร่วงลง 0.15% แตะที่ 0.8934 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันพุธที่ 0.8947 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ดิ่งลง 0.27% แตะที่ 0.7039 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7058 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์
นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอสกล่าวว่า นักลงทุนแห่ถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) เตือนว่าระบบการธนาคารที่อ่อนแอของอังกฤษอาจทำให้อันดับเครดิตของอังกฤษตกอยู่ในความเสี่ยง ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดสกุลเงินปอนด์ร่วงลงด้วย
ค่าเงินยูโรถูกกระหน่ำขายเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับหนี้สินสาธารณะของหลายประเทศในยุโรป รวมถึงกรีซ โดยรัฐบาลกรีซเร่งระดมทุนอย่างหนักเพื่อลดยอดขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่เกือบ 13% ของตัวเลขจีดีพี
ยอดขาดดุลงบประมาณที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของกรีซส่งผลให้ S&P ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลงหนึ่งขั้น สู่ระดับ BBB+ จากเดิมที่ระดับ A- และเตือนว่าจะลดอันดับเครดิตลงอีกหากรัฐบาลไม่สามารถลดยอดขาดดุลงบประมาณ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลังจากทางการสหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค.ที่ขยับขึ้นเพียง 0.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะพุ่งขึ้น 2.0%
นักลงทุนจับตาดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งทางการสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐ จะขยายตัว 4.6% ทำสถิติขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบ 4 ปี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น