ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนส่วนใหญ่มักจะเป็นไปในลักษณะของ Seasonal Effect คือมักจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเทศกาลตรุษจีนจากช่วงเวลาปกติ
ตามความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่สูงขึ้น เพื่อการเก็บสะสมไว้เป็นขวัญถุง หรือเสริมมงคลต้อนรับปีใหม่ รวมไปถึงเพื่อนำไปแจกเป็นอั่งเปาให้แก่ลูกหลาน ญาติผู้ใหญ่และลูกจ้าง จนทำให้สถานการณ์การซื้อขายทองในช่วงตรุษจีนคึกคักมากเป็นพิเศษแทบทุกปี
แต่ราคาทองคำในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมามีการปรับตัวของราคาทองคำอาจจะแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองในตลาดโลก
ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนไม่ให้ร้อนแรงจนเกินไป ด้วยนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และเพิ่มหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของสถาบันการเงินเข้มขึ้น
หรือการที่สหรัฐฯเพิ่มมาตรการคุมเข้มการเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ รวมถึงการที่สมาชิกสหภาพยุโรปอย่าง กรีซ สเปน และโปรตุเกสเริ่มมีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้
จนทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกและหันมาทยอยขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ อันหมายรวมถึงทองคำด้วย เพื่อเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯแทน
ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงตรุษจีนปีนี้ รวมถึงราคาทองคำในไทยด้วยเพราะอิงราคาตลาดโลกเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อสถานการณ์การซื้อขายทองในช่วงตรุษจีนปีเสือดุ ประกอบด้วย
ปัจจัยบวกที่หนุนการซื้อทองเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร
1)ทิศทางราคาทองที่มีลดลงพอสมควรจากระดับสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับเทศกาลตรุษจีนในอดีต ที่อาจจะกระตุ้นให้สถานการณ์การซื้อขายทองคำกลับมาคึกคักขึ้นบ้างหลังจากซบเซามาตลอดปี 2552
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อเพื่อการออมและการสะสมความมั่งคั่ง หรือเก็งกำไร เพราะเล็งเห็นโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนจากระดับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ค่อนข้างต่ำในปัจจุบัน
2)ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุด ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากอุปสรรคของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โดยปราศจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐทั่วโลกยังมีอีกมาก
ทำให้สินทรัพย์ทางการเงินหลายประเภทมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และมีโอกาสที่จะปรับราคาลดลงได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือตราสารหนี้ รวมไปถึงการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯด้วย
ซึ่งก็จะเป็นการช่วยหนุนให้ราคาทองคำสามารถทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวขึ้นได้อีก ดังนั้น ทองคำซึ่งนับเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุดในการสะสมความมั่งคั่ง
อีกทั้งยังมีสภาพคล่องคือเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่ายโดยที่มูลค่าไม่ลดลงด้วย จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องการถือครองท่ามกลางความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนับจากนี้
3)สถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันตัดราคาและลดค่ากำเหน็จ เพื่อช่วงชิงและรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ให้ได้มากที่สุดของบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจทองรูปพรรณและทองคำแท่ง ซึ่งในวงการค้าทองในรอบ 30 ปียังไม่เคยมีการเปิดศึกสงครามราคาที่รุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม การซื้อทองเพื่อการลงทุน/เก็งกำไรนั้น นักลงทุนคงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงอันเนื่องมาจากความผันผวนของราคาทองที่มักจะแกว่งตัวตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯด้วย เพราะหากมีจังหวะการซื้อขายที่ผิดพลาด ก็อาจจะประสบภาวะขาดทุนตามมาได้
ขณะที่ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า เเนวโน้มราคาทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ราคาทองคำน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไปตามฤดูกาล โดยในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยบวกได้แก่ การประกาศคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นหลังข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีนและสหรัฐ ความต้องการที่แข็งแกร่งจากกลุ่มผู้ซื้อในตลาดส่งมอบปัจจุบัน (Spot) ได้หนุนความน่าดึงดูดใจในการลงทุนในทองคำ
โบรกเกอร์กองทุนมองทองคำยังน่าลงทุน
ส่วน สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล Fund SuperMart Analyst บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ทำให้ทองคำได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะของ Safe Heaven หากดูจากกราฟราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าราคาทองคำมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี 2550
ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเห็นสัญญาณการเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ ซึ่งนักลงทุนในไทยเองก็แสวงหาวิธีที่จะลงทุนในทองคำ
โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางเลือกในการลงทุนในทองคำมีความหลากหลายมากขึ้นนอกจากการซื้อทองคำแท่งที่ร้านทองแล้ว ได้มีทางเลือกอื่นๆ ในการลงทุนทองคำได้แก่ กองทุนทองคำ (Gold Fund), สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Future)
หรือการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Off-Shores)ในหุ้นเหมืองทอง หรือกองทุนทองคำในต่างประเทศ (เช่น SPDR Gold Trust)
โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนทองคำได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากการลงทุนไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจได้ง่ายกว่าทางเลือกอื่น
สำหรับกองทุนทองคำที่แนะนำเราแนะนำ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสโกลด์ ของบลจ.แอสเซทพลัส ซึ่งมีค่าใช้จ่ายกองทุนต่อปีต่ำ มีการลงทุนใน SPDR ถึง 98.96% ของ NAV และมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งเราเชื่อว่าภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ซึ่งราคาทองคำ และค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางการปรับตัวผกผันกันและค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากดูทางด้านของอัตราผลตอบแทนล่าสุดแล้ว กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล โกลด์ฟันด์ หรือ I-GOLD ของ บลจ. เอ็มเอฟซี ดูจะให้ผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนใน SPDR ที่ 94.67% ของ NAV ทั้งนี้กอง I-GOLD ปัจจุบันมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ กองทุนที่แนะนำอีกกองที่ให้ผลตอบแทนได้ไม่แพ้ 2 กองข้างต้นและมีขนาดกองทุนที่ใหญ่พอสำหรับนักลงทุนรายใหญ่
รวมถึงเป็นกองที่มีการจ่ายปันผลเหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทสถาบันในการลงทุน คือ กองทุนเปิดเคโกลด์ของ บลจ.กสิกรไทย โดยมีการจ่ายปันผลในปีที่แล้ว 2 ครั้ง รวม 0.80 บาท.
ตามความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่สูงขึ้น เพื่อการเก็บสะสมไว้เป็นขวัญถุง หรือเสริมมงคลต้อนรับปีใหม่ รวมไปถึงเพื่อนำไปแจกเป็นอั่งเปาให้แก่ลูกหลาน ญาติผู้ใหญ่และลูกจ้าง จนทำให้สถานการณ์การซื้อขายทองในช่วงตรุษจีนคึกคักมากเป็นพิเศษแทบทุกปี
แต่ราคาทองคำในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมามีการปรับตัวของราคาทองคำอาจจะแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองในตลาดโลก
ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการสกัดกั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนไม่ให้ร้อนแรงจนเกินไป ด้วยนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และเพิ่มหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของสถาบันการเงินเข้มขึ้น
หรือการที่สหรัฐฯเพิ่มมาตรการคุมเข้มการเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์ รวมถึงการที่สมาชิกสหภาพยุโรปอย่าง กรีซ สเปน และโปรตุเกสเริ่มมีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้
จนทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกและหันมาทยอยขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ อันหมายรวมถึงทองคำด้วย เพื่อเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯแทน
ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงตรุษจีนปีนี้ รวมถึงราคาทองคำในไทยด้วยเพราะอิงราคาตลาดโลกเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อสถานการณ์การซื้อขายทองในช่วงตรุษจีนปีเสือดุ ประกอบด้วย
ปัจจัยบวกที่หนุนการซื้อทองเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร
1)ทิศทางราคาทองที่มีลดลงพอสมควรจากระดับสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับเทศกาลตรุษจีนในอดีต ที่อาจจะกระตุ้นให้สถานการณ์การซื้อขายทองคำกลับมาคึกคักขึ้นบ้างหลังจากซบเซามาตลอดปี 2552
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อเพื่อการออมและการสะสมความมั่งคั่ง หรือเก็งกำไร เพราะเล็งเห็นโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนจากระดับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ค่อนข้างต่ำในปัจจุบัน
2)ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุด ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากอุปสรรคของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โดยปราศจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐทั่วโลกยังมีอีกมาก
ทำให้สินทรัพย์ทางการเงินหลายประเภทมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และมีโอกาสที่จะปรับราคาลดลงได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือตราสารหนี้ รวมไปถึงการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯด้วย
ซึ่งก็จะเป็นการช่วยหนุนให้ราคาทองคำสามารถทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวขึ้นได้อีก ดังนั้น ทองคำซึ่งนับเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุดในการสะสมความมั่งคั่ง
อีกทั้งยังมีสภาพคล่องคือเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่ายโดยที่มูลค่าไม่ลดลงด้วย จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องการถือครองท่ามกลางความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนับจากนี้
3)สถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันตัดราคาและลดค่ากำเหน็จ เพื่อช่วงชิงและรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ให้ได้มากที่สุดของบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจทองรูปพรรณและทองคำแท่ง ซึ่งในวงการค้าทองในรอบ 30 ปียังไม่เคยมีการเปิดศึกสงครามราคาที่รุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม การซื้อทองเพื่อการลงทุน/เก็งกำไรนั้น นักลงทุนคงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงอันเนื่องมาจากความผันผวนของราคาทองที่มักจะแกว่งตัวตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯด้วย เพราะหากมีจังหวะการซื้อขายที่ผิดพลาด ก็อาจจะประสบภาวะขาดทุนตามมาได้
ขณะที่ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า เเนวโน้มราคาทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ราคาทองคำน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไปตามฤดูกาล โดยในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยบวกได้แก่ การประกาศคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นหลังข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีนและสหรัฐ ความต้องการที่แข็งแกร่งจากกลุ่มผู้ซื้อในตลาดส่งมอบปัจจุบัน (Spot) ได้หนุนความน่าดึงดูดใจในการลงทุนในทองคำ
โบรกเกอร์กองทุนมองทองคำยังน่าลงทุน
ส่วน สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล Fund SuperMart Analyst บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ทำให้ทองคำได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะของ Safe Heaven หากดูจากกราฟราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าราคาทองคำมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วตั้งแต่ปลายปี 2550
ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเห็นสัญญาณการเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ ซึ่งนักลงทุนในไทยเองก็แสวงหาวิธีที่จะลงทุนในทองคำ
โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางเลือกในการลงทุนในทองคำมีความหลากหลายมากขึ้นนอกจากการซื้อทองคำแท่งที่ร้านทองแล้ว ได้มีทางเลือกอื่นๆ ในการลงทุนทองคำได้แก่ กองทุนทองคำ (Gold Fund), สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Future)
หรือการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Off-Shores)ในหุ้นเหมืองทอง หรือกองทุนทองคำในต่างประเทศ (เช่น SPDR Gold Trust)
โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนทองคำได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากการลงทุนไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจได้ง่ายกว่าทางเลือกอื่น
สำหรับกองทุนทองคำที่แนะนำเราแนะนำ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสโกลด์ ของบลจ.แอสเซทพลัส ซึ่งมีค่าใช้จ่ายกองทุนต่อปีต่ำ มีการลงทุนใน SPDR ถึง 98.96% ของ NAV และมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งเราเชื่อว่าภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ซึ่งราคาทองคำ และค่าเงินดอลลาร์มีทิศทางการปรับตัวผกผันกันและค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากดูทางด้านของอัตราผลตอบแทนล่าสุดแล้ว กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล โกลด์ฟันด์ หรือ I-GOLD ของ บลจ. เอ็มเอฟซี ดูจะให้ผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนใน SPDR ที่ 94.67% ของ NAV ทั้งนี้กอง I-GOLD ปัจจุบันมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ กองทุนที่แนะนำอีกกองที่ให้ผลตอบแทนได้ไม่แพ้ 2 กองข้างต้นและมีขนาดกองทุนที่ใหญ่พอสำหรับนักลงทุนรายใหญ่
รวมถึงเป็นกองที่มีการจ่ายปันผลเหมาะสำหรับนักลงทุนประเภทสถาบันในการลงทุน คือ กองทุนเปิดเคโกลด์ของ บลจ.กสิกรไทย โดยมีการจ่ายปันผลในปีที่แล้ว 2 ครั้ง รวม 0.80 บาท.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น