บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 42.25 จุด หรือ 0.4% แตะที่ 9,665.19 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 6.40 จุด หรือ 0.6% แตะที่ 1,044.38 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 16.69 จุด หรือ 0.8% แตะที่ 2,090.92 จุด
ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.2 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 4 ต่อ 3
โดยในรอบสัปดาห์ ดาวโจนส์ร่วง 1.6% S&P 500 ลดลง 2.2% และ Nasdaq ลดลง 2%
กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ร่วงลง 2.4% ในเดือนส.ค. เป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.5% หลังจากที่พุ่งขึ้น 4.8% ในเดือนก.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากดีมานด์เครื่องบินพาณิชย์ที่ดิ่งลงอย่างหนัก
การปรับตัวลดลงครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน เป็นหลักฐานว่าการฟื้นตัวในภาคการผลิตจะเป็นไปอย่างช้าๆและค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากนี้ ยอดขายบ้านใหม่เดือนส.ค.ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.7% แตะ 429,000 หลัง จากระดับ 426,000 ในเดือนก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่ายอดขายจะสูงขึ้น 1.6% แตะ 440,000 หลัง นับเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐยังไม่มั่นคง
โดยวานนี้ นักลงทุนเมินเฉยต่อการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จัดทำโดยรอยเตอร์ส/มหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งปรับตัวขึ้นแตะ 73.5 ในเดือนก.ย. จากระดับ 65.7 ในเดือนส.ค. นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2551 และเป็นสัญญาณที่น่ายินดีเพราะหมายถึงผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากขึ้น
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ข้อมูลเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ไม่ได้เลวร้ายและยังดีกว่าข้อมูลเดือนที่แล้วมาก อย่างไรก็ตามยอดขายบ้านใหม่และยอดขายบ้านมือสอง ตลอดจนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนยังนับว่าน้อยกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนประเมินต่ำเกินไปเกี่ยวกับระยะเวลาที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว นอกจากนี้นักวิเคราะห์เตือนว่า ยังมีข้อมูลที่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกเพื่อตัดสินว่าข้อมูลเชิงลบเพียงเดือนเดียวคือจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงหรือไม่
ในสัปดาห์หน้าจะมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานซึ่งน่าจะทำให้นักลงทุนได้มองเห็นภาพของเศรษฐกิจชัดขึ้น โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐมีกำหนดรายงานตัวเลขจ้างงานเดือนก.ย.ในวันศุกร์หน้า ซึ่งตัวเลขจ้างงานถูกมองว่าเป็นรายงานเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในแต่ละเดือน เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีความสำคัญกับเศรษฐกิจสหรัฐมาก นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังจะมีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวเลขการผลิต ยอดสั่งซื้อจากโรงงาน และราคาบ้านด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น