วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

วุฒิสภาสหรัฐฯผ่านกฎหมายช่วยตลาดแรงงาน (12 มี.ค.)

วุฒิสภาสหรัฐฯโหวตผ่านแผนการเพิ่มความช่วยเหลือด้านสวัสดิการผู้ว่างงานมูลค่า 1.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้มีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ด้วยคะแนนเสียง 62 ต่อ 36

แผนการดังกล่าว ซึ่งจะมีการจัดสรรเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์ให้กับแต่ละรัฐของสหรัฐ รวมถึงขยายนโยบายลดหย่อนภาษีทั่วไป และการลดข้อกำหนดด้านกองทุนบำนาญเป็นการชั่วคราว ตลอดจนควบคุมการปรับลดเงินทุนที่ใช้จ่ายในโครงการประกันสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้ให้บริการทางการแพทย์

นอกจากนี้ ร่างกฏหมายดังกล่าวยังระบุถึงการยกเลิกข้อเสนอที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีกลุ่มผู้บริหารในวอลล์สตรีทภายในสัดส่วน 50% ของเงินโบนัสที่ได้รับในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ได้สร้างความกังวลว่าจะทำให้สหรัฐมียอดขาดดุลบัญชีงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 97,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายจะช่วยให้ชาวอเมริกันมีเงินใช้จ่ายไปจนถึงสิ้นปีจากเดิมที่คาดว่าจะมีชาวอเมริกันราว 5 แสนคนใช้เงินช่วยเหลือที่รัฐบาลจัดสรรหมดลงภายในเดือนสิงหาคม

ขณะที่แผนการยื่นข้อเสนอให้บริษัทต่างๆลดหย่อนภาษี 18,000 ล้านดอลลาร์เพื่อนำเงินมาใช้จ้างพนักงานใหม่ยังต้องรอผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยเช่นกัน

กระทรวงแรงงานรายงานว่า อัตราการว่างงานในเดือน ม.ค. ปรับตัวสูงขึ้นใน 30 รัฐ และ ลดลง 9 รัฐ โดย 16 รัฐฯ จากทั้งหมด มีอัตราการว่างงานเหนือค่าเฉลี่ยที่ 9.7%

ทั้งนี้ การว่างงานใน California, Florida, Georgia, North and South Carolina and the District of Columbia ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลในปี 1976

ส่วนทางด้าน นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ผู้ว่าการเฟด สาขาชิคาโกกล่าวว่า ภาวะอ่อนแอในตลาดแรงงานสหรัฐมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้มีการใช้ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปอีกระยะหนึ่ง (Some time)อย่างไรก็ตาม นายอีแวนส์ไม่มีสิทธิออกเสียงในคณะกรรมการกำหนด นโยบายทางการเงินของเฟด (FOMC) ในปีนี้

นายอีแวนส์กล่าวว่า การที่เฟดให้สัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำมากเป็นเวลานานนั้น ถือ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเฟดจะทำเช่นนั้นใน "การประชุม 3-4 ครั้งหน้า" ทั้งนี้ การประชุม แต่ละครั้งของเฟดมีระยะเวลาห่างกันราว 6 สัปดาห์

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอีแวนส์ใช้คำว่า "some time" ต่างไปจากคำสัญญาของเฟดที่ระบุว่าจะ "ตรึง ดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นเวลานาน” (extended period)

ความเห็นของนายอีแวนส์สวนทางกับคนอื่นๆ ที่เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวพอที่จะทำให้เฟดยุติการให้สัญญาดังกล่าวได้แล้ว โดย โธมัส โฮนิก ผู้ว่าการเฟดแคนซัส ซิตี้ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิลงมติ ใน FOMC ปีนี้ ได้ลงมติคัดค้านการให้สัญญาดังกล่าวในเดือนม.ค. ส่วน นายเจมส์ บุลลาร์ด ผู้ว่าการเฟดเซนต์หลุยส์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิลงมติ กล่าวในสัปดาห์ที่แล้วว่า กำลังจะหมดความอดทนกับการใช้คำว่า extended period ในแถลงการณ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น