ค่าเงินยูโรพุ่งขึ้น 0.50% แตะที่ระดับ 1.3477 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับของวันศุกร์ที่ 1.3410 ยูโร/ดอลลาร์ และค่าเงินปอนด์พุ่งขึ้น 0.54% แตะที่ระดับ 1.4980 ปอนด์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.4900 ปอนด์/ดอลลาร์
ค่าเงินดอลลาร์ดีดตัวขึ้น 0.01% เมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 92.480 เยน/ดอลลาร์ จากระดับของวันศุกร์ที่ 92.470 เยน/ดอลลาร์ แต่อ่อนตัวลง 0.24% เมื่อเทียบกับฟรังค์สวิสที่ 1.0622 ฟรังค์/ดอลลาร์ จากระดับ 1.0648 ฟรังค์/ดอลลาร์
ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น 1.48% แตะที่ 0.9173 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย จากระดับของวันศุกร์ที่ 0.9033 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์นิวซีแลนด์ดีดขึ้น 0.88% แตะที่ 0.7093 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์ จากระดับ 0.7031 ดอลลาร์สหรัฐ/ดอลลาร์นิวซีแลนด์
สำนักบริหารหนี้ของกรีซเปิดเผยว่า รัฐบาลกรีซระดมทุนด้วยการขายพันธบัตรใหม่อายุ 7 ปีวงเงิน 5 พันล้านยูโร หรือ 6.72 พันล้านดอลลาร์ ที่อัตราผลตอบแทน 5.9% ซึ่งสูงกว่า 2 เท่าของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากบริษัท บราวน์บราเธอร์ส แฮร์รีแมน ในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า กล่าวว่า แม้ค่าเงินยูโรฟื้นตัวขึ้น แต่ปัญหาหนี้สินและอัตราการขยายตัวที่อ่อนแอของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน อาจทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังไม่ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอีซีบีจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงหน้า ซึ่งอาจจะทำให้ความน่าดึงดูดใจของสกุลเงินยูโรลดลงด้วย
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนและสกุลเงินอื่นๆ ยกเว้นยูโรและฟรังค์สวิส หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 0.3% ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า และการคาดการณ์ที่ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payroll) เดือนมี.ค.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์นี้นั้น จะเพิ่มขึ้น 200,000 คน และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนมี.ค.จะทรงตัวที่ระดับ 9.7%
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น